กรรมการชุดดังกล่าวได้ประชุมตกลงใจพร้อมกันย้าย “ สโมสรนักเรียนเก่าอัสสัมชัญ ” จากที่เดิมมาตั้งที่ใหม่กว่า เป็นตึก 2 ชั้น สีไข่ไก่ ที่ถนนสีลม ตรอกเวท มีพิธียกป้ายตัวทองอร่ามว่า “ สมาคมอัสสัมชัญ ” เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2474 (ค.ศ.1931) นับเป็นสมาคมที่มีความโอ่อ่า สง่างามสมภาคภูมิของมวลสมาชิกซึ่งมาจากโรงเรียนอัสสัมชัญที่เก่าแก่และเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย “ สมาคมอัสสัมชัญ ” แห่งใหม่นี้กว้างขวาง โอ่โถง อากาศดี มีสิ่งที่เดิมไม่เคยมีหลายสิ่งหลายอย่าง ชั้นล่างมีห้องรับแขก เก้าอี้นวมนุ่มนั่งสบาย พร้อมด้วยเครื่องเล่นจานเสียงและวิทยุ ซึ่งอาจอวดได้ว่า มีอยู่ในประเทศไทยไม่เกิน 3 เครื่อง มีห้องสมุดอันเพียบพร้อมด้วยนิตรสารและนานาวารสารทั้งไทยและต่างประเทศไม่น้อยกว่า 15 ฉบับ รวมหนังสือพิมพ์ชั้นนำอีก 6-7 ฉบับ ภัณฑาคารแห่งเกียรติก็เต็มไปด้วยโล่ ถ้วยรางวัลกีฬา และสารพัดที่ระลึกลักษณะต่างๆ ตั้งแต่ลูกระเบิดจนกระทั่งเครื่องบิน ห้องโถงชั้นบนกว้างใหญ่เพียงพอใช้จัดงานชื่นชุมชุมต่างๆ และเต้นรำ และนอกจากจำนวนสมาชิกหนาแน่นแล้ว สมาคมฯ ยังมีเงินสดฝากธนาคารเป็นทุนสำรองอีก 20,000 บาท(สองหมื่นบาท) ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนเงินมากน่าตื่นเต้นในสมัยโน้น ภายใต้การดำเนินงานของอัสสัมชนิกรุ่นพี่ๆ “ สมาคมอัสสัมชัญ ” ได้จำเริญรุ่งเรืองขึ้นกว่าเก่า จนกระทั่งเวลาผ่านไปสมาคมฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆและขาดการทำนุบำรุง ทำให้ต้องระงับกิจกรรมต่างๆของสมาคม ส่วนทรัพย์สินของสมาคมฯ ได้ฝากไว้กับโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก โดยเก็บไว้บนยอดหอนาฬิกาของตึกกอลมเบต์ ในระหว่างสงครามบูรพา โรงเรียนอัสสัมชัญถูกระเบิดที่หอนาฬิกาเมื่อคืนวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2487 (ค.ศ.1944)ทำให้สิ่งของต่างๆของสมาคมฯ ต้องพินาศเสียหายไปเป็นส่วนใหญ่ เช่น เอกสารและบัญชีเมื่อสงครามเลิกแล้ว คุณกมล สุโกศล ได้มาขอเปิดสมาคมใหม่ เพื่อให้กิจการบิลเลียดได้เล่นต่อไป ทั้งนี้เพราะรัฐบาลในขณะนั้นไม่ยอมให้เปิดโต๊ะบิลเลียด ยกเว้นสมาคมหรือสโมสรต่างๆเท่านั้น เมื่อตั้งแล้วปรากฎว่าสมาชิกที่เล่นไม่ใช่สมาชิกที่แท้จริงแต่เป็นนักบิลเลียดอาชีพ นายเลืองบุญ ศราภัยวิณิช ซึ่งเป็นบุตรชายของท่านเจ้าคุณศราภัย เห็นดังนั้น จึงยกป้ายสมาคมกลับมาไว้ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ต่อมา พล.ต.ต.ลม้าย อุทยานานนท์ กับ นายสนอง รัตนวิจัย (โรเบิต โซรับยี) จึงร่วมมือกันเช่าที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ตำบลหัวช้าง อำเภอพญาไท จัดตั้งเป็นสมาคมต่อไป โดยมีนายแพทย์ไกรสีห์ ทองเปล่งศรี เป็นเลขานุการ สถานที่ใหม่นี้ดีมาก มีสนามหญ้าใหญ่ ทำสนามเทนนิส ตัวอาคารก็ใหญ่พอสมควรตกแต่งเพิ่มเติมข้างหลังให้เป็นที่ตั้งโต๊ะบิลเลียด 2 โต๊ะ เมื่อเริ่มเปิดใหม่ๆ ก็ดูคึกคักดี แต่ต่อมาสมาคมฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงกลับไปเหมือนเดิมอีก ต่อมานายเสนะ จุลวัจนะ เจ้าของแว่นตาภิรมย์เภสัช ซึ่งเป็นกรรมการสมาคมฯ ด้วยคนหนึ่ง เสนอเซ้งสถานที่ของสมาคมฯ เป็นจำนวนเงินหนึ่งล้านบาทเพื่อจัดตั้งเป็นคลีนิคและให้เอาเงินจำนวนนี้ไปติดต่อขอซื้อที่ของคุณเจิม ภูมิจิตร ที่ถนนพระราม 4 อำเภอพระโขนง โดยได้รับความช่วยเหลืออนุเคราะห์จากบรรดาศิษย์เก่าหลายท่าน อาทิ คุณบุญวงศ์ อมาตยกุล คุณอุเทนเตชะไพบูลย์ และคุณประธาน ดวงรัตน์ ฯลฯ ให้สมาคมฯ กู้ยืมเงินมาสร้างอาคารขึ้น โดยทางสมาคมฯ ได้จัดงาน เอ.ซี.บอลล์ ขึ้นทุกๆปี มีผลกำไร เป็นที่น่าพอใจ นับว่าคณะกรรมการชุดหลังๆนี้ได้ทำคุณประโยชน์และสร้างสมบัติไว้กับอัสสัมชนิกอย่างยิ่ง 42 ปีผ่านไป กับหลายยุค หลายสมัยที่เปลี่ยนแปลง พุทธศักราช 2541 สมาคมอัสสัมชัญ ได้ปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสมาคมฯอย่างแท้จริง จากความห่วงใย และการดูแลอย่างใกล้ชิดของนายกสมาคมอัสสัมชัญ คนปัจจุบัน ดร.วัลลภ เจียรวนนท์ ทำให้สมาคมฯได้กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง โดยการปรับปรุงตั้งแต่ป้ายสมาคมฯ อาคาร และห้องต่างๆ ทั้งหมด ห้องอาหารติดแอร์ พร้อมด้วยวิทยุ โทรทัศน์ซึ่งติดเคเบิ้ลทีวี ไว้ให้สมาชิกได้มาพักผ่อน ทานข้าว หรือติดตามข่าวสาร ห้องประชุมมาตรฐานสำหรับอัสสัมชนิกรุ่นต่างๆที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ห้องจัดเลี้ยงที่สามารถรับรองแขกได้ถึง 400 ท่าน ห้องสมุดที่รวบรวมประวัติ และผลงานต่างๆ ที่เกี่ยวกับอัสสัมชัญ รวมถึงสนับสนุนกีฬาของชมรมต่างๆ ทั้งในร่ม และกลางแจ้ง เช่น ชมรมสนุกเกอร์ ชมรมหมากกระดาน ทีมฟุตบอล "A.C. Classic " กลุ่มอัสสัมชนิกผู้มีใจรักการเล่นฟุตบอล อีกทั้งยังจัดให้ผู้สนใจในด้านคอมพิวเตอร์มารวมกลุ่มกันช่วยดูแลเว็บไซต์ของสมาคมฯ www.acassoc.com และที่สำคัญที่สุดก็คือการชักชวนอัสสัมชนิกในรุ่นต่างๆ เข้ามาร่วมฟังการประชุม หรือมีส่วนร่วมในการบริหารสมาคมฯ อย่างต่อเนื่อง ณ จุดนี้เองจึงถือเป็นการเริ่มต้นศตวรรษใหม่ ของสมาคมอัสสัมชัญ อย่างแท้จริง โดยการนำของ ดร.วัลลภ เจียรวนนท์